Loading

 

สุเมธคาถา ตอนที่ ๒


 

ในกาลนั้นเป็นกาลสมัยของพระทศพลนามว่า ทีปังกร พร้อมด้วยอรหันต์ขีนาสพแวดล้อมจาริกมาถึงรัมมนคร เพื่อประทับ ณ พระสุทัสสนะวิหาร ชาวบ้านต่างนำเภสัชบริขารจตุปัจจัย หลั่งไหลเข้าเฝ้าพระศาสดา แล้วทูลอารธนาเพื่อภัตกิจในวันรุ่งขึ้น  และเมื่อวันรุ่งขึ้นต่างก็พากันตกแต่งหนทาง ที่พระทศพลจะเสด็จมา ทั้งเกลี่ยทรายโปรยข้าวตอกดอกไม้ เวลานั้นสุเมธด่บสเหาะมาทางอากาศด้วยฤทธิอภิญญา เห็นคนต่างร่าเริงยินดีในการกระทำจึงลงมาไต่ถาม เมื่อทราบความละเอียด จึงขอแบ่งทางส่วนหนึ่งเพื่อแต่งทางร่วมกัน เมื่อชนทั้งหลายทราบว่าสุเมธเป็นผู้มีฤทธิ์จึงแบ่งทางที่เป็นหล่มให้  

                     

สุเมธดาบสด้วยความปิติก้แต่งทางขนดิน แต่ยังมิทันเสร็จ สมเด็จพระทศพลทีปังกรพุทธเจ้าก็เสด็จมาถึงแวดล้อมด้วยพระอรหันต์ขีณาสพ ด้วยพุทธลีลาอันหาที่สุดมิได้ ทรงเสด็จตามทางที่ตกแต่งไว้แล้วนั้น

 

ลำดับนั้น ท่านสุเมธ ดำริว่า วันนี้เราควรบริจาคชีวิตแก่พระพุทธเจ้า จึงแก้มวยผม ลาดหนังเสือชฎาและผ้าปอ ณ เปือกตมที่สีดำนั้น แล้วทอดตัวลงนอนบนเปือกตม ตั้งใจว่า สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่าเสด็จลงบนเปือกตมเลย จงทรงเหยียบหลังเราเสด็จดำเนินไปเถิด พร้อมทั้งอรหันต์ขีณาสพ เพื่อประโยชน์และสุขของเราสิ้นกาลนาน

 

ขณะที่ทรงพุทธดำเนินถึงภาคสรีระศรีษะของสุเมธดาบส  สุเมธดาบสได้ดำริถึงความปรารถนาที่จะบรรลุสัพพัตญุตญานเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อประโยชน์ที่จะสำเร็จแก่บุคคลทั้งหลาย และในกาลนั้น สมเด็จพระทศพลทีปังกรพุทธเจ้า ได้ทราบวาระจิต จึงทรงมีพุทธพยากรณ์ ต่อหน้ามหาชนทั้งหลายว่า

 

ในภายภาคหน้า จากภัททกัปป์นี้สี่อสงไขยแสนกัปป์ เธอจักเป็นพะพุทธเจ้านามว่า โคตมะ ในอัตตภาพนั้นถือกำเนิดที่นครกบิลพัสดุ์ พมะมหาเทวีมายาเป็นพระมารดา พระเจ้าสุทโธทนะราชาจักเป็นพระราชบิดา มีพระโมคคัลลานะ และพระสารีบุตรเป็นอัตรสาวก ซ้านขวา พระอานนท์จักเป็นพุทธอุปฐาก พระเขมาเถรี และอุบลวัณนาเถรีจักเป็นอัครสาวิกา จะได้ขึ้นสู่บัลลังก์ทอง ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา หลังรับข้าวมธุปายาส ได้ตรัสร฿ ณ ควงไม้อัสสัตถะ

 

หลังจากนั้นสุเมธดาบสก็ได้ใคร่ครวณการบำเพ็ญบารมีแห่งความเป็นพระพุทธเจ้านั้นสรุปได้ใจความว่า พระโพธิสัตว์ทั้งหลายที่จะบำเพ็ญธรรมในโลกนี้ต้องถึงพร้อมด้วยบารมี ธรรมทั้งสิบประการ ธรรมอย่างอื่นไม่มี

 

ดังนั้น เราพึงปฏิบัติตนให้เป็นผู้มีทาน ศีล เนกขัมมะ วิริยะ อุตสาหะ ขันติ โสรัจจะ เมตตา ปัญญา ค่อย ๆ เก็บเล็กผสมน้อย บุคคลพึงมีระเบียบในความคิด ก่อนมีระเบียบในความคิดต้องมีระเบียบในการกระทำก่อน

 

เมื่อครั้งสมัยท่านอาณาบิณฑิกเศรษฐี มีอุบาสกผู้เป็นเลิศในการให้ทาน และนำพาเดรถีย์ห้าร้อยคนมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปโปรดที่แคว้นอื่น เดรถีย์ก็หันไปนับถือคนอื่น เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จกลับมาก็กลับมายึดถือพระพุทธเจ้าใหม่ ครั้งนั้นท่านอาณาบิณฑิกเศรษฐี ได้กราบทูลถามพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ได้ทรงเล่านิทานเรื่องสัตถวาหะ ให้ฟังดังนี้

 

อดีตกาลในนครพาราณสี พระราชานามว่าพระเจ้าพรหมทัต พระโพธิสัตว์สกุลสัตถวาหะ เมื่อเจริญวัย ประกอบพาณิชยกรรม มีเกวียน ห้าร้อยเล่ม ยังมีบุตรคนอื่นที่ทำอาชีพเดียวกันเป็นผู้โง่เขลา ต่างก็มีเกวียน มีบริวารห้าร้อยเหมือนกัน ทั้งหมดต้องการเดินทางไปค้าขายต่างเมืองพร้อมกันได้อย่างไร

ในความคิดของสัตถวาหะผู้โง่เขลา ต้องการไปก่อนเพราะ หนทางยังไม่ถูกเกวียนบดเป็นฝุ่น  โคจักได้กินหญ้าที่ไม่เป็นเดนเหลือ ผัก เครื่องแกงยังไม่มีใครเก็บ น้ำก็ยังใส และสามารถตั้งราคาจำหน่ายได้ตามใจชอบ 

 

แต่ฝ่ายพระโพธิสัตว์ เห็นว่า ไปทีหลังจักได้ไปยังหนทางที่มีผู้บุกเบิกไว้แล้ว โคจักได้กินหญ้าอ่อนที่งอกออกมาใหม่ ผักที่เก็บไปแล้วก็กำลังงอกใหม่เช่นกัน ที่ไหนไม่มีน้ำเขาจักขุดน้ำให้เราไว้แล้ว เราจักได้ดื่มบ่อน้ำที่เขาทำไว้ และยังสามารถขายราคาได้ตามที่เขาตั้งไว้  ทางไปต้องฝ่าฟัน โจรภัย วาฬภัยคือภัยจากสัตว์ร้าย อมนุษย์ภัยคือที่ที่อมนุษย์สิงสู่อยู่ นิรุททกันดาร คือสถานที่หาน้ำไม่ได้ และอัปปภักขกันดาร คือที่ที่ปราศจากภักษาเงาไม้ เมื่อกลุ่มของสัตถวาหะผู้โง่เขลาผ่านไปยังที่ที่อมนุษย์สิงสู่อยู่ ก็หลอกให้ทิ้งน้ำ และอาหารเพื่อจะให้หิว อ่อนแรงและจับกินได้ง่าย ครั้นเมื่อฝ่ายพระโพธิสัตว์เดินทางมาถึง พวกอมนุษย์ก็หลอกให้ทิ้งน้ำ ทิ้งอาหาร แต่พระโพธิสัตว์ไม่เชื่อด้วยสังเกตุการเดินของอมนุษย์ เดินแบบทื่อ ๆ ตาไม่มีแวว และตามีสีแดง ก็บอกบริวารให้อดทน เดินต่อจนพบกองกระดูก และข้าวของ เกวียน ของสัตถวาหะ ก็ให้แบกเอาไปด้วย ขายได้มากกว่าเดิม

 

ซึ่งนิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การถือเอาความคาดคะเนโดยความละเอียดที่เป็นเหตุเป็นผลจะนำความสำเร็จมาสู่ การจะทำอะไร ให้ถึงพร้อมด้วยไตรสรณะคมณ์ ถึงพร้อมด้วยศีล ความเมตตา สำรวมในปาฏิโมกข์ ทำความดีละเว้นความชั่ว นั่งนอนในที่สงัด อดทน เลี้ยงชีพชอบ มีปิยวาจา เมื่อปฏิบัติตนได้ครบเช่นนี้ มักจะเก็งการณ์สิ่งใดไม่พลาด ปฏิบัติตนอยู่ตรงกลางระหว่างผู้สูงและคนข้างล่าง สำรวมในกาย วาจา ใจ กรรมบทสิบ ไม่ยุยง จิตก็จะตั้งมั่น มีความเพียรพยายาม ฟันฝ่าอุปสรรค มีความอดทน กินพออิ่ม นอนในที่สงัด จิตใจก็จะแจ่มใส

 

อาจารย์ษณอนงค์ คำแสนหวี (อาจารย์แอน)      



7 เม.ย. 2554


บทความที่เกี่ยวข้อง

 

 

 

 



 
Copyright © 2010 sana-anong.com, All Rights Reserved ®